Ingriz ☆^(o≧▽゚)o View my profile

 
 
 
 
 
สวัสดีค่ะ ห่างหายจากบลอคไปนานเหมือนกัน
แต่ถ้ามีงานอะไรลง ก็มักจะอัพเพจในเฟสบุ๊คตลอด แนะนำให้ตามที่นั้นจะดีกว่า
แต่ว่าบางทีอยากจะเขียนอะไรยาวๆ ก็ไม่สะใจ ก็จะหันมาลงบลอคบ้าง ฮาๆ 
 
ช่วงนี้ชีวิตกำลังยุ่งกับการปั่นงานมากๆ ค่ะ
ปั่นทั้งการบ้านที่มีเพิ่มมาเรื่อยๆ แล้วในจะงานเดบิ้วท์เป็นมังงะกะ (นักวาดการ์ตูน) อีก
แล้วไหนจะเรื่องหางานทำที่ญี่ปุ่นอีก แล้วสุดสัปดาห์นี้มีงานโรงเรียนอีก *สลบ* 
 
 
ที่ผ่านมามีหลายๆ คนสนใจอยากจะมาเรียนด้านการวาดมังงะ ก็สอบถามมาทางเพจบ้างเมล์บ้าง
ส่วนใหญ่คำถามที่อยากรู้กันมักจะเป็นคำถามเดียวๆ กัน เลยคิดว่าเขียนลงบลอครวดเดียวเลยดีกว่า
ทั้งยังให้คนที่สนใจคนอื่นๆ ได้อ่านด้วย เฮร้~ 
 
 
เป็นกึ่งๆ แนวบอกเล่าชีวิตตัวเองด้วย ยังไงก็อ่านเรื่อยๆ แล้วกันนะคะ 
 
 
 
 
 
ส่วนตัวแล้วก่อนจะมาเรียนด้านมังงะ ก็ไม่รู้วิธีหรือเส้นทางการมาเรียนต่อเหมือนกันค่ะ
แล้วก็ไม่รู้จะถามใครด้วยตอนนั้น เคยบ่นๆ กับรุ่นพี่มหาลัยแล้วแกก็พามารู้จักคนนึงที่พอจะรู้บ้าง
ได้คุยกันไม่ถึง 5 นาที ฮา (คุยกันในงานแคปฯ) เพราะทางนี้เองก็ไม่รู้จะถามอะไรดี
ฝั่งนั้นก็รอให้เราถามอย่างเดียว สุดท้ายก็จบลงที่ ไม่รู้อะไรเลย ฮาาาา
เลยต้องถีบตัวเองค่อยๆ เรียนรู้เอา
 
 
 
 
1. ไปตามงานพวกเรียนต่อญี่ปุ่น
 
อย่างที่น่าจะเห็นบ่อยๆ และจัดเป็นประจำอย่างงานของ J-education ให้ลองไปงานดู
เพราะมีบูธจากหลายโรงเรียนจากญี่ปุ่นจะมาออกบูธ รวมทั้งโรงเรียนที่มีด้านวาดการ์ตูนด้วย
แต่ส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียนแนวเซนมง (หรือวิชาชีพ คือเรียน 2 ปีจบ)
แบบที่เป็นมหาลัยด้านวาดการ์ตูนอย่างมหาลัยที่โตเกียวก็มีเช่นกัน
ให้ลองขอเอกสารจากบูธมาแล้วไล่เช็คดูดีๆ ค่ะ ให้ชัวร์แน่ๆ ว่าที่นั่นมีคอร์สสอนมังงะจริงๆ
 
เราเองเพิ่งมาตั้งใจจริงว่าอยากเรียนต่อด้านมังงะ เอาตอนอยู่มหาลัยปี 2 แล้วค่ะ
จริงๆ แล้วมีความสนใจด้านวาดมาตั้งแต่เด็กๆ ช่วงม.5 ได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่นหนึ่งปี
กลับมาก็คิดอยากจะเรียนต่อที่ญี่ปุ่นนะคะ แต่ตอนนั้นความคิดยังไม่แรงกล้าเท่าไหร่
อีกทั้งอยู่ต่างจังหวัดเรื่องหาข้อมูลการเรียนต่อจึงยากมากๆ
พอเข้ามหาลัย ได้มาอยู่กทม.ทำให้โลกกว้างขึ้นจริงๆ ค่ะ มีโอกาสได้รู้เรื่องการเรียนต่อ แนวทางการดำเนินการเรียนต่อหรืออะไรเยอะแยะมากมาย ก็เลยมุ่งมั่นในการมาเรียนต่อด้านมังงะยิ่งขึ้น
 
ตอนนั้นที่อยู่มหาลัยปี 2 เคยคิดอยากออกจากมหาลัยกลางคันเพื่อมาเรียนต่อด้านมังงะด้วยค่ะ (ฮา) 
เพราะตอนนั้นได้รับเอกสารจากมหาลัยที่โตเกียวแห่งหนึ่งเพิ่งเปิดคอร์สสอนมังงะเป็นปีแรก
อาจารย์ญี่ปุ่นที่มาออกบูธลงทุนส่งหนังสือ(เล่มหนาๆ แต่ขนาดเหมาะมือ)มาให้เราถึงหอพักเลยทีเดียว
พอเราเห็นว่ามันเป็นการเรียนการสอนแบบมหาลัยคือ 4 ปีจบ ก็เริ่มสติแตกว่าเรามาเรียนอะไรอยู่ที่มหาลัยในไทยตอนนี้ มันเป็นอย่างที่เราชอบจริงๆ หรือ?? (<< นี่คือภาวะของเด็กไทยปัจจุบันค่ะ ที่ไม่รู้ว่าเรียนทำไม ที่เรียนอยู่น่ะใช่หรือ แล้วเราชอบอะไรจริงๆ หรือ )
ถึงขั้นโทรไปร้องไห้กับพี่ชาย มันก็บ้าบอกให้ออกแล้วไปตามความฝันตัวเอง เพราะตัวมันเองก็รู้สึกผิดพลาดกับสิ่งที่เรียนมาเลยไม่อยากให้น้องเป็น แต่แล้วแม่ก็โทรมาห้ามเราไว้ได้ ขอให้เรียนจบมหาลัยที่นี่ก่อนหลังจากนั้นจะทำอะไรก็ทำ ฮาาาา 
 
แต่ส่วนตัวแนะนำให้จบมหาลัยก่อนจริงๆ นะคะ เพราะยังไงก็ยังมีเครดิตติดตัวไว้
เวลาทำงานการจบมหาลัยมันก็ดีกว่าจบเซนมงจริงๆ
 
 
 
เมื่อได้ที่เรียนที่ถูกชะตา (?) แล้วก็อาจจะลองติดต่อผ่านคนกลาง หรือติดต่อด้วยตัวเองดู
ส่วนมากที่เรียนที่ญี่ปุ่นมักจะมีเวบไซต์ และมักมีการรองรับนักเรียนต่างชาติ
อาจจะใช้ภาษาอังกฤษติดต่อได้ แต่มีสกิลภาษาญี่ปุ่นไว้จะดีกว่า
ส่วนตัวทางนี้ติดต่อผ่าน J-education ช่วยในการดำเนินการเตรียมเอกสารและสมัครเรียนต่อค่ะ
  • จริงๆ แล้วส่วนตัวมุ่งมั่นตั้งฝันว่าจะมาเป็นนักวาดการ์ตูนที่ญี่ปุ่นให้ได้
  • แต่พอไปตามบูธที่ออกงาน แล้วถามว่าเราสามารถจะเป็นมังงะกะที่นั่นได้ไหม
  • กลับโดนอาจารย์ญี่ปุ่นประจำบูธที่นั่นตอกกลับมาว่า ไม่ได้หรอก ส่วนมากนร.ต่างชาติที่มาเรียน เรียนจบก็กลับประเทศไปเป็นมังงะกะที่ประเทศตัวเองกันหมด
  • เรานี่แอบเจ็บจี๊ดที่หัวใจ...
  • แต่ก็ยังเดินไปถามอีกบูธ ที่อาจารย์ญี่ปุ่นดูใจดีๆ หน่อย
  • ...เขาหยุดคิดเล็กๆ...ตอบแบบสุภาพๆ ว่า
  • ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้ แต่ก็ต้องพยายามมากทีเดียว...
  • แต่อย่างน้อย คำตอบของเขาก็สร้างความฝันเราอีกครั้ง (หลังจากที่โดนป้าคนนั้นพังทลายไปนิดนึง)
 
 
 
 
 
 
 
2. เตรียมความพร้อมด้านภาษาญี่ปุ่นให้ได้ระดับ N2
 
**ขอพูดถึงในกรณีการต่อเซนมง แบบเรียน 2 ปีจบ**
 
แน่นอนว่าจะมาเรียนที่ญี่ปุ่นแล้ว ไม่มีความพร้อมก็กระไรอยู่ 
เพราะในกฏการสมัครเรียนต่อนั้น ระบุไว้ว่า ต้องผ่านระดับ N2 ถึงสมัครได้
 
อ้าว...แล้วถ้าไม่ผ่านล่ะ??
 
มีสองวิธีคือ
* สอบใหม่อีกรอบ แต่ก็จะเสียเวลาการเข้าเรียนไป 1 ปี
* สมัครเรียนภาษา ที่โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นเป็นเวลา 6 เดือน-1 ปี (แล้วแต่ข้อกำหนดของสถาบัน) เสียเวลาการเข้าเรียน 1 ปีเช่นกัน แต่ถ้าเรียนจบสถาบันสอนภาษา ก็สามารถต่อเซนมงได้เลย
 
**อัพเดทข้อความเสริมจาก @silentafternoon 
ขอเสริมเรื่อง สอบเข้านิดน้า คือ ตอนเราเข้า รร เราไม่ได้ใช้ผลสอบวัดระดับน่ะค่ะ ตอนนั้นเรายังไม่ผ่านระดับสอง คือไม่ได้สอบด้วยอ่ะ แต่ทาง รร เค้ามีข้อสอบสอบเข้าให้ ถ้าสอบผ่านก็ เข้าเรียนได้เลย ซึ่งข้อสอบมีเขียนเรียงความด้วย ถ้าสอบผ่านระดับสองแล้วก็ไม่ต้องสอบข้อสอบตัวนั้นจ้า แต่ข้อสอบความรู้ก็ประมาณระดับสอง กะหนึ่งอ่ะแหละ
 
เซนมงที่เราเรียนอยู่ก็จะมีการเปิดสถาบันสอนภาษาอยู่ในเครือค่ะ เพื่อรองรับนร.ต่างชาติ
แต่ส่วนตัวเราสอบ N2 ได้เลยสมัครเรียนเข้าเซนมงโดยตรงเลยโดยไม่ต้องเตรียมภาษา
เข้าเรียนตอนแรกๆ ก็เอ๋อเหมือนกัน ฟังไม่เข้ารู้เรื่องอ่านไม่ค่อยเข้าใจ พูดตะกุกตะกัก
แต่ก็ได้เพื่อนญี่ปุ่นใจดีตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียน คอยสอนคอยบอกเรา เลยเป็นอะไรที่โชคดีมากๆ 
 
 
 
 
 
 
 
3. เตรียมด้านการวาด
 
อย่าคิดว่า จะมาเริ่มสตาร์ทที่นี่ค่ะ 
เวลา 2 ปี ไม่ได้ช้าขนาดนั้น ถือว่าเร็วและเร็วมากด้วย
 
แนะนำสำหรับผู้ที่สนใจ ใช่ว่าคุณแค่ "สนใจ" แล้วอยากมาเรียน
แต่อยากให้มี "ความมุ่งมั่น" ในการมาเรียนด้วย เพราะการแข่งขันช่างสูงเหลือเกิน
คนวาดได้ก็วาดได้ไปเลย วาดไม่ได้ก็ไม่ได้ไปเลย ไม่พัฒนาเลยก็มีค่ะ
 
ตอนแรกๆ ก่อนมาเรียนที่นี่เคยได้ยินมาเหมือนกันว่า
เขาจะเริ่มสอนเลย ตั้งแต่จับปากกายังไง คิดเส้นยังไง เรายังคิดเลยว่าโอ้ว~ ปูพื้นฐานกันขนาดนี้ก็ดีนะ
แต่พอเอาเข้าจริง มาวันแรกก็วาดเลยค่ะ...  วาดออริจินัลคาแรคเตอร์ตัวเอง
สำหรับคนที่ไม่เคยวาดหรือแค่ "สนใจจะวาด" ก็นั่งอึ้งกันไป เพราะวาดไม่ได้
 
 
สำหรับคนที่มุ่งมั่นอยากจะ "เดบิ้วท์" เป็นนักวาดมังงะที่นี่ ก็ต้องพยายามถีบตัวเองอย่างมาก
เพราะมันอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะได้เป็น (อีกทั้งเราเป็นต่างชาติด้วย~) + ดวงด้วยนะ 
ไหนจะเพื่อนรอบข้าง ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นเพื่อนแต่ก็เป็นคู่แข่งในเวลาเดียวกันอีก
ในจะคนอื่นๆ อีกมากมายที่ส่งประกวดเหมือนกันอีก
 
 
ส่วนตัวแนะนำว่าตอนอยู่ไทยให้ลองวาดโดจินชิขายตามงานดูค่ะ 
 
อนึ่ง...อย่าคิดว่าแค่วาดคาแรคเตอร์ได้แล้วจะมาเรียนมังงะได้อย่างสบายๆ
เพราะมังงะยังมีการแบ่งช่องด้วยค่ะ พวกวาดอิลลัสแล้ววาดมังงะไม่สมูธมีเยอะมากๆ ค่ะ
 
อสอง...โดจินฯ ทำให้เราได้ฝึกการเรียนรู้ เคยชินการแบ่งช่อง เหมือนปูพื้นด้วยตัวเองก่อน
หลักการแบ่งช่องจริงๆ ไม่มีอะไรมาก แต่ใช้ sense ของตัวนักวาดด้วยเป็นหลัก
 
อสาม... การทำโดจินรวมไปถึงขั้นตอนการพิมพ์ จะทำให้เราเข้าใจพื้นฐานของการตีพิมพ์อยู่บ้าง
เพราะอย่างน้อยนักวาดมังงะควรจะรู้ขั้นตอนการพิมพ์ไว้ไม่เสียหายค่ะ
 
 
 
 
 
 
 
 
4. การเดบิ้วท์ที่ญี่ปุ่น
 
พูดตรงๆ ว่าส่วนตัวไม่รู้ระบบการส่งที่ไทยเหมือนกัน เพราะไม่เคยได้มีโอกาสส่งเลย
(เนื้อเรื่องไม่เหมาะ + เส้นไม่ใช่ เอ๊ะเฮะ~  *โดนเตะ*)
แต่จะมาบอกเล่าระบบของญี่ปุ่นแล้วกันค่ะ
 
1. การเดินถือต้นฉบับเข้าไป
แต่ไม่ใช่ถือเข้าไปปุ๊ป เนื้อเรื่องน่าสนใจ ภาพน่าสนใจ แล้วจะได้รับการตีพิมพ์เดบิ้วท์เป็นนักวาดเลยนะ
การเดินถือเข้าไปแบบนี้จะได้คอมเม้นต์จาก บก. กลับมาแค่นั้น
หาก บก. สนใจจริงๆ เขาอาจจะให้นามบัตรมา ซึ่งนั่นคือโอกาสที่เราจะใช้ บก. ให้เป็นประโยชน์!! (?)
เพราะเมื่อเราต้องการคำปรึกษาด้านต้นฉบับหรือเนม เราสามารถปรึกษากับเขาได้เลย
อย่างมากนั้นคือ บก.จะให้ส่งต้นฉบับประกวด
 
**ก่อนจะเดินถือเข้าไปโต้งๆ ต้องโทรนัดกับเขาก่อนนะ** 
 
 
2. ประกวด
การประกวดมีอยู่ให้ได้เห็นบ่อยๆ ค่ะ ถ้าซื้อนิตยสารรายเดือนของสนพ.
จะมีหน้าช่วงหลังๆ บอกรายละเอียดการประกวดไว้ และกำหนดการสิ้นสุดการประกวด
(หรือบางทีก็จะมีโปสเตอร์มาที่ที่เรียนแล้วอาจารย์ก็แปะเอาไว้หน้าบอร์ด)
อันนี้จะเป็นโอกาสให้เราได้เดบิ้วท์! หากเราประกวดผ่านค่ะ 
ทางนี้เองโอกาสการเดบิ้วท์ก็มาจากการส่งประกวดนี่แหล่ะค่ะ
 
**การประกวดบางทีตกรอบก็ไม่ได้ต้นฉบับคืนนะ แต่เหมือนเดี๋ยวนี้จะได้ต้นฉบับคืนหลายๆ ทีแล้วค่ะ
เขาจะมีบอกไว้เหมือนกัน แต่ที่ไหนไม่ได้คืนก็...ทำใจนิดนึงนะคะ**
 
 
 
 
 
 
5. อื่นๆ (สิ่งที่อยากแนะนำ)
 
* ส่วนตัวแล้วคิดว่าการเรียนรู้ สนพ. ของญี่ปุ่นไว้เนิ่นๆ บ้างก็เป็นเรื่องดีเหมือนกันค่ะ
สำหรับคนที่อยากเดบิ้วท์ที่นี่ต้องเริ่มเรียนรู้ไว้ค่ะ ว่าเราวาดแนวไหน เหมาะกับสนพ.ไหน เราอยากไปสนพ.ไหน
เราเองเริ่มอ่านการ์ตูนแบบฉบับภาษาญี่ปุ่นก่อนหน้าจะมาที่นี่ประมาณ 2 ปี
ตกหลุมรักฉบับภาษาญี่ปุ่น ทั้งหน้าปก ทั้งกระดาษ และความรู้สึกที่อ่านแล้วมันถูกใจกว่าการอ่านแปลไทย
เริ่มซื้อจาก Kinokuniya เริ่มเรียนรู้การสั่งหนังสือ (ฮาาาา) ตั้งแต่ที่เริ่มอ่านฉบับญี่ปุ่น
ก็เรียกได้ว่า เลิกอ่านฉบับแปลไทยไปเลย
ถึงขั้นทำงานพิเศษเพื่อเก็บเงินซื้อ  อาจแลดูไร้สาระ แต่สิ่งที่เราได้เรียนรู้คือด้านภาษา
แล้วที่ติดสอยห้อยตามมา คือการเรียนรู้สนพ. ซึ่งต่อยอดให้เราในวันนี้
เริ่มเรียนรู้ว่ามีสนพ.อะไรบ้าง ที่เราชอบอ่านและชอบวาดประจำมันสนพ.ไหน
(สนพ.ญี่ปุ่นแบ่งแยกย่อยเยอะมากค่ะ ตามประเภทของแนวมังงะ)
 
 
* ถึงเดบิ้วท์ไป ก็ไม่ได้ VISA
อันนี้เป็นเรื่องน่าช็อคนิดนึง ทำให้เรากระเสือกกระสนหางานทำอยู่ ณ ตอนนี้ (ก่อนที่จะเรียนจบ)
ส่วนตัวแล้วดีใจเหมือนกันที่เป็น นร.ต่างชาติคนแรกของโรงเรียน(ที่เคยมีมา)ที่ได้เดบิ้วท์เป็นมังงะกะ
ส่วนมากดูเหมือนจะกลับประเทศกันหมด หรือไม่ก็ไม่มีแรงใจจะเดบิ้วท์อะไรขนาดนั้น...
อีกทั้งยังเป็นคนแรกของคลาสปีนี้ที่ได้เดบิ้วท์อีก (อะไรจะน่าปลื้มขนาด )
นับว่าเร็วจนตัวเองยังตกใจเหมือนกัน เพราะหลังจบปีหนึ่งสักพักก็ได้เดบิ้วท์ นับว่าเร็วทีเดียว
 
แต่ก็นั่นแหล่ะ~ เพราะอาชีพมังงะกะถือว่าเป็น Freelance จึงไม่มีการออกวีซ่าให้
เราจึงเลือกที่จะหางานทำที่นี่เพื่อที่จะได้มีโอกาสอยู่ญี่ปุ่นแล้วควบงานวาดมังงะไปด้วย
แต่ก็ยังไม่รู้อนาคตข้างหน้าว่าการทำงานจะมีเวลาเหลือให้เราวาดมังงะต่อไปไหม
เพราะว่าการทำงานที่ญี่ปุ่นนั้น...หนักมาก...
ดูได้จากเพื่อนเราคนนี้ค่ะ @silentafternoon 
 
 
*อยู่ญี่ปุ่นร่าเริงเอาไว้~ 
เราว่านิสัยของคนไทยและความคิดเป็นสิ่งที่ดีในการนำมาใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นเหมือนกัน
อย่างน้อยการทำตัวเด่น ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะโดนเอาไปนินทาว่าร้ายเหมือนที่ไทย
การเข้าหาเพื่อนญี่ปุ่นอาจจะเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเรานั่งเงียบ เราก็จะไม่มีเพื่อนเลย
(เพราะคนญี่ปุ่นก็นั่งเงียบเช่นกัน) เพราะงั้นส่วนมากแล้วเราจะเป็นฝ่ายเข้าหาเขาก่อนมากกว่า
ด้วยการทักทายเล็กๆ น้อยๆ จากนั้นบทสนทนาก็จะเป็นการคล่องขึ้น ทำให้เรามีเพื่อนทั้งคลาส A และ B
และทำให้เพื่อนๆ ทั้งคลาส A และ B พูดคุยและสนิทกัน
อาจารย์ และผู้ช่วยอาจารย์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ปีนี้เป็นปีที่ดีมากๆ เพราะทุกคนต่างสนิทกัน
เพราะปีก่อนๆ ไม่เคยมีแบบนี้เลย A ก็ A  B ก็ B แทบจะไม่ได้พูดคุยกันเลย แทบไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ
แต่ปีนี้นับว่ารู้จักกันหมด 
 
ก่อนหน้าที่จะมาญี่ปุ่น เราเคยติดต่อพี่คนนึงที่มาเรียนที่ญี่ปุ่น
เห็นว่าอยู่ญี่ปุ่นแล้วก็โตเกียวเหมือนกัน เราเลยส่งเมล์ไปทำความรู้จักเขา
แต่อาจจะใช้ภาษาที่ดูสนิทกันไปหน่อย เขากลับใช้คำว่า เรา"กระโจน"ใส่เขา
และถูกเตือนมาว่าถ้าทำยังงี้ให้คนญี่ปุ่นเขาจะปิดประตูหนีซะ
เป็นที่น่าเจ็บปวดมากที่คนไทยปิดประตูใส่หน้าเรา แต่คนญี่ปุ่นกลับเปิดต้อนรับเราทุกคน
เพราะการที่เราเข้าหาคน